สัปดาห์ที่แล้วเจ้าของบูทีคโฮเทลย่านทองหล่อท่านหนึ่งโทรมาปรึกษาผมด้วยความร้อนใจ เพราะถึงแม้ว่าโรงแรมของเขาจะยังคงติดอันดับ #2 บน Google Maps แต่ยอดสายโทรเข้ากลับลดลงถึง 30% ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับเขาแค่คนเดียวครับ เพราะตอนนี้ Google กำลังทดสอบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สร้าง ‘แรงเสียดทาน’ (Friction) ระหว่างธุรกิจของคุณกับลูกค้าใหม่ นั่นคือการนำปุ่ม ‘โทร’ (Call) ออกจากหน้าผลการค้นหาโดยตรง ถ้าพักนี้รู้สึกว่ามือถือเงียบผิดปกติ นี่คือคำตอบและวิธีแก้เกมที่คุณต้องปรับใช้ทันที
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณอาจจะสังเกตว่าเสียงโทรศัพท์ที่ร้านไม่ดังเหมือนเคย ทั้งๆ ที่อันดับบน Google ก็ยังดีอยู่ คุณไม่ได้คิดไปเองครับ ตอนนี้ Google กำลังทดสอบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นคือการนำปุ่ม ‘โทร’ (Call) ออกจากหน้าผลการค้นหาหลักสำหรับธุรกิจในพื้นที่โดยตรง
นี่ไม่ใช่ Bug หรือความผิดพลาดของระบบ แต่เป็นความตั้งใจของ Google ที่กำลังปรับดีไซน์ใหม่ จากรายงานในวงการช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เผยว่า Google กำลังทดลอง Layout ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับโฆษณา (Paid Ads) และผลการค้นหาด้วย AI ที่กำลังจะเปิดตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ค่อยๆ ทยอยเปิดใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป จึงสร้างความสับสนให้กับเจ้าของธุรกิจอย่างมาก

เจาะลึก: เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร?
เรามาพูดถึง ‘Map Pack’ กันก่อนครับ Map Pack คือกล่องผลการค้นหาที่แสดงรายชื่อ 3 ธุรกิจในพื้นที่พร้อมแผนที่ ซึ่งจะปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ บน Google เมื่อมีคนค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดอย่าง ‘สปาสุดหรูในสุขุมวิท’ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กล่องนี้เปรียบเสมือนทำเลทองที่ล้ำค่าที่สุดบนโลกออนไลน์สำหรับธุรกิจท้องถิ่น เพราะมีปุ่ม ‘โทร’ (Call) ให้ลูกค้ากดได้โดยตรง ลูกค้าสามารถเจอร้านและโทรหาคุณได้ในคลิกเดียว
แต่ตอนนี้ ปุ่มนั้นได้หายไปแล้วจากการค้นหาหลายๆ รูปแบบ หากลูกค้าต้องการจะโทรหาคุณ เขาจะต้องคลิกที่ชื่อธุรกิจของคุณก่อน เพื่อเข้าไปยังหน้า Google Business Profile แบบเต็ม จากนั้นถึงจะเจอปุ่มสำหรับโทรออก ซึ่งเป็นการเพิ่มขั้นตอน หรือที่เราเรียกว่า ‘Friction’ ระหว่างลูกค้ากับหน้าร้านของคุณ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่แค่คลิกเดียวที่เพิ่มขึ้นมานี้ อาจเป็นตัวตัดสินว่าลูกค้าจะโทรหาคุณ หรือหันไปหาคู่แข่งแทน

ผลกระทบ: ตอนนี้เราเห็นอะไรบ้าง?
ข้อมูลที่ได้จากผู้ประกอบการตอนนี้ยังหลากหลาย แต่ก็เริ่มเห็น Pattern ที่ชัดเจนขึ้น ผมได้คุยกับลูกค้าหลายราย ตั้งแต่คลินิกทำฟันย่านทองหล่อไปจนถึงบูทีคโฮเทลในเมืองเก่า ทุกคนเจอปัญหาคล้ายกันคือ ยอดสายโทรเข้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆ ที่อันดับในผลการค้นหายังไม่เปลี่ยนแปลงเลย ยังคงติด Top 3 เหมือนเดิม แต่ยอด Leads กลับลดลง
เรื่องนี้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง เพราะ Google กำลังทดสอบหลายเวอร์ชัน ทำให้เจ้าของธุรกิจบางคนยังเห็นปุ่มโทรอยู่ แต่บางคนก็ไม่เห็น ซึ่งอาจเปลี่ยนไปตามคีย์เวิร์ดที่ใช้ค้นหาหรือแม้กระทั่งเมืองที่อยู่ ประเด็นสำคัญคือ ธุรกิจของคุณไม่ได้กำลังแย่ลง แต่เป็น Google เองที่เปลี่ยนกติกาการแข่งขันของทุกคน การมองเห็น (Visibility) ยังคงอยู่ แต่การจะทำให้ลูกค้าตัดสินใจก้าวสุดท้ายเพื่อโทรหาคุณนั้น ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
แผนรับมือ: แล้วเราควรทำอย่างไร?
คำแนะนำของผมเรียบง่ายมากครับ: อย่าเพิ่งตกใจ และอย่าเพิ่งปรับเปลี่ยนแผนการตลาดแบบกะทันหัน เมื่อ Google ทดสอบอะไรแบบนี้ สิ่งที่แย่ที่สุดคือการรีบร้อนตัดสินใจ เป้าหมายของเราตอนนี้คือการทำความเข้าใจสถานการณ์ ติดตามอย่างใกล้ชิด และปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสิ่งที่ยังคงใช้ได้ผล
เมื่อปุ่มโทรด่วนหายไป การทำให้ลูกค้า ‘คลิก’ เข้ามาดูโปรไฟล์แบบเต็มจึงกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด Google Business Profile ของคุณจึงไม่ใช่แค่ Listing อีกต่อไป แต่มันคือ ‘หน้าร้านใหม่’ ของคุณ ที่ต้องน่าดึงดูดมากพอที่จะทำให้ลูกค้ายอมกดเข้ามาดูเพิ่มอีกหนึ่งคลิก นั่นหมายความว่าทั้งรูปภาพ รีวิว บริการ และโพสต์ต่างๆ ต้องดูดีไร้ที่ติ สิ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญตอนนี้จึงเปลี่ยนจากการทำอันดับให้สูงเพียงอย่างเดียว มาเป็นการทำให้ Listing ของคุณน่าสนใจที่สุดในกลุ่ม
นี่คือเหตุผลที่เราต้องคอย Track Ranking กันทุกวัน คุณจำเป็นต้องแยกให้ออกว่ายอดโทรที่ลดลงนั้นเกิดจากอันดับที่ตก หรือเกิดจากการทดสอบของ Google คุณต้องรู้ว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงของทั้ง Platform หรือเป็นปัญหา Visibility ของคุณเอง ตัว Tracker ของ OnEveryMap จะช่วยให้คุณเห็นอันดับของร้านได้แบบรายวัน คุณจึงไม่ต้องมานั่งเดาว่าทำไมโทรศัพท์ถึงเงียบไป แต่ถ้าคุณทำทั้งหมดนี้ด้วยตัวเอง อย่าลืมเข้าไปเช็คแท็บ ‘ประสิทธิภาพ’ (Performance) ใน Google Business Profile ของคุณทุกสัปดาห์ เพื่อให้เห็นแนวโน้มก่อนที่มันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่