KFC

KFC เปลี่ยนข้อมูลร้านบนแผนที่ให้แม่นยำขึ้น แล้วได้ผลตอบแทนคืนมา 37 เท่าได้อย่างไร

KFC เปลี่ยนข้อมูลร้านบนแผนที่ให้แม่นยำขึ้น แล้วได้ผลตอบแทนคืนมา 37 เท่าได้อย่างไร

แม้แต่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง KFC ก็ยังเจอปัญหา "ข้อมูลร้านมั่ว" ทั้งเวลาเปิดปิดที่ไม่ชัดเจนและรายละเอียดเมนูที่หายไป จนพาลูกค้าไปยืนเก้อหน้าร้านที่ปิดอยู่ หรือแย่กว่านั้นคือผลักลูกค้าไปหาคู่แข่ง!

อ่านต่อเพื่อดูว่าพวกเขาใช้เทคโนโลยีตัวเดียวกับที่อยู่เบื้องหลัง OnEveryMap จัดระเบียบข้อมูลร้านในทุกสาขาให้แม่นยำ เพื่อดึงลูกค้าเข้าร้านได้มากขึ้นอย่างไร

เกี่ยวกับเคสสตัดี้นี้

OnEveryMap ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจาก Uberall ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีข้อมูลสถานที่ ผลลัพธ์ทั้งหมดด้านล่างนี้เกิดขึ้นจริงจาก KFC UK & Ireland ที่ใช้เครื่องมือชุดเดียวกันเป๊ะกับที่มีให้ใช้บน OnEveryMap ในวันนี้ นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าไม่ว่าคุณจะมี 10 สาขาหรือ 1,000 สาขา เทคโนโลยีนี้ก็ทำงานในแบบเดียวกัน

โจทย์ของ KFC: แบรนด์ใหญ่ แต่ข้อมูลร้านยังมั่ว

แม้แต่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง KFC ก็ยังมีปัญหาในระดับ "ร้านท้องถิ่น" ด้วยจำนวนสาขากว่า 1,000 แห่ง การดูแลข้อมูลร้านบนโลกออนไลน์ และคอยตามแก้ทุกเวลาเปิดปิด ทุกเบอร์โทร และทุกการเปลี่ยนแปลงของเมนูด้วยมือ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย

  • ผลที่ตามมา:ลูกค้าขับรถไปถึงสาขาด้วยความเชื่อว่าร้านเปิด แต่กลับเจอประตูปิด แล้วก็เดินกลับไปด้วยความหงุดหงิด
  • โอกาสที่หลุดมือ:เวลาคนค้นหา "ของกินดึก" KFC กลับไม่โผล่ขึ้นมาในผลการค้นหา เพราะข้อมูลร้านไม่ได้ระบุชัดๆ ว่ามี "ไดรฟ์ทรูเปิดดึก"

สิ่งที่พวกเขาต้องแก้คือรายละเอียดเฉพาะเจาะจงที่จะสื่อสารได้อย่างแม่นยำว่าลูกค้าหิวๆ คนหนึ่งจะแวะเข้าไปซื้อได้หรือไม่ รวมถึงการบอกชัดเจนว่าตอนไหนร้านปิด เพื่อจัดการความคาดหวังของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

3 จุดที่ปรับทางเทคนิค แล้วยอดขายขึ้น

KFC ใช้แพลตฟอร์มนี้ทำงาน 3 อย่างที่ปกติต้องนั่งทำมือเป็นชั่วโมงๆ ให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ และนี่คือสิ่งที่พวกเขาทำจริงๆ:

1. ลงรายละเอียดด้วย "Attributes" ไม่ใช่แค่เวลาเปิดปิด

ร้านส่วนใหญ่ระบุแค่ "เปิด" หรือ "ปิด" แต่ KFC ใช้แพลตฟอร์มลงลึกกว่านั้น โดยซิงค์เวลาทำการจริงในรูปแบบของรายละเอียดเฉพาะที่แพลตฟอร์มต่างๆ อ่านและนำไปแสดงผลได้อย่างถูกต้อง ที่เรียกว่า "Attributes" ไปยัง Google, Apple Maps และ Facebook

  • สิ่งที่พวกเขาทำ: ใส่แท็กเฉพาะลงไป เช่น "Halal Certified" "Drive-Thru Open" และ "Delivery Available"
  • ทำไมถึงได้ผล: เสิร์ชเอนจินอย่าง Google ชอบรายละเอียดแค่ใส่ Attributes เหล่านี้เข้าไป Google ก็เริ่มดัน KFC ขึ้นอันดับสูงขึ้นเวลาคนค้นหาสิ่งที่เจาะจง เช่น "ไก่ทอดใกล้ฉัน"

2. ใช้รูปภาพและ Q&A ตอบคำถามก่อนที่ลูกค้าจะถาม

ข้อมูลร้านที่ไม่มีรูปเลยดูเหมือนร้านร้าง KFC ใช้ Media Manager อัปโหลดรูปอาหารใหม่ๆ คมชัดสวยงามไปยังทุกสาขากว่า 1,000+ แห่งได้ในทันที

  • สิ่งที่พวกเขาทำ:นอกจากนี้ยังเตรียมคำตอบอย่างเป็นทางการใส่ไว้ล่วงหน้าในส่วน "Q&A" บน Google สำหรับคำถามยอดฮิตอย่าง "มีที่จอดรถไหม?" หรือ "สาขานี้มีเมนูสำหรับคนกินมังสวิรัติหรือเปล่า?"
  • ทำไมถึงได้ผล: วิธีนี้ขจัดความลังเลของลูกค้าออกไปจนหมดพวกเขาได้เห็นรูปอาหารได้คำตอบที่ตรงกับคำถามที่พบบ่อยที่สุดและมีข้อมูลครบพอที่จะตัดสินใจเดินทางมาร้าน

3. ใช้ AI ช่วยตอบรีวิวให้เร็วขึ้น

KFC ได้รับรีวิวเข้ามาเป็นพันๆ รายการ การปล่อยรีวิวทิ้งไว้ส่งผลเสียต่ออันดับของคุณ แต่การนั่งพิมพ์ตอบทีละรายการก็กินเวลามหาศาล

  • สิ่งที่พวกเขาทำ: ใช้ AI Assistants และเทมเพลตช่วยให้ทีมงานตอบรีวิวได้ในเวลาแค่ไม่กี่นาที แทนที่จะต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง
  • ทำไมถึงได้ผล: Google ดันร้านที่ "แอ็กทีฟ" ขึ้นอันดับสูงกว่าการคอยตอบรีวิวอย่างสม่ำเสมอเป็นสัญญาณบอกอัลกอริทึมว่าร้านนี้เปิดอยู่และใส่ใจลูกค้า จึงดันร้านขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของผลการค้นหา

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือลูกค้าเพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ยอดคลิก

เพียงแค่จัดระเบียบข้อมูลร้านให้สะอาดและดูแลข้อมูลบนโลกออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ KFC ก็เห็นจำนวนคนที่กดปุ่ม "ดูเส้นทาง" จากมือถือเพิ่มขึ้นถึง 23% ในธุรกิจร้านอาหาร ตัวเลขนี้คือหนึ่งในตัวชี้วัดที่มีค่ามากที่สุด เพราะมันหมายความว่ามีคนจริงๆ กำลังขึ้นรถเพื่อเดินทางมาจ่ายเงิน

"แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้แฟนๆ ของเราหาทางมาที่ร้านได้มากขึ้น และทำให้เราได้ผลตอบแทนกลับคืนมาถึง 37 เท่าของเงินลงทุน"

  • Performance Marketing Manager, KFC UK & Ireland