พาร์ทเนอร์ของบริษัทกฎหมายชื่อดังแห่งหนึ่งย่านสีลมเพิ่งยอมรับว่า เรื่องที่น่าปวดหัวที่สุดของเขาไม่ใช่เรื่องกลยุทธ์ด้านกฎหมาย แต่เป็นเรื่องการตลาดพื้นฐานที่ว่า “ผมลงเงินไปกับทั้งเว็บไซต์และ Google Maps แต่พอมีโทรศัพท์ดังขึ้น จะให้เครดิตช่องทางไหนดี?” ปัญหานี้เป็นเรื่องคลาสสิกที่ธุรกิจในกรุงเทพฯ จำนวนมากเจอ เรามีกลยุทธ์ง่ายๆ ที่ใช้แค่ 2 เบอร์โทรศัพท์มาช่วยไขปริศนานี้ให้กระจ่างทันที แถมยังเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไม่กระทบอันดับบน Google อีกด้วย
การตลาดที่คุณทำอยู่ ทำให้มีคนโทรเข้าร้านจริงๆ หรือเปล่า? นี่คือคำถามง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจในกรุงเทพฯ ทุกคนเคยถามตัวเอง คุณลงทั้งเงินและเวลาไปกับการทำเว็บไซต์และปักหมุดบน Google Maps แต่พอมีลูกค้าใหม่โทรเข้ามา กลับแยกไม่ออกเลยว่าพวกเขาเจอคุณได้อย่างไร
เป็นเพราะรูปสวยๆ บนเว็บไซต์? หรือเป็นเพราะรีวิว 5 ดาวบน Google Profile? ถ้าคุณไม่รู้ ก็จะตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะโฟกัสที่จุดไหนต่อ นี่คือวิธีตรงไปตรงมาที่จะช่วยให้คุณได้คำตอบ โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิคที่ซับซ้อนเลย
![]()
กลยุทธ์ 2 เบอร์: วิธีแก้ปัญหาแบบง่ายๆ
วิธีที่ชัดเจนที่สุดในการไขปริศนานี้คือการใช้เบอร์โทรศัพท์ 2 เบอร์ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะมันง่ายกว่าที่คิด และถ้าทำอย่างถูกวิธี ก็จะปลอดภัยต่อ Ranking บน Google ของคุณแน่นอน เป้าหมายคือการกำหนดให้เบอร์หนึ่งอยู่บน Google Listing และอีกเบอร์อยู่บนเว็บไซต์ของคุณ เมื่อมีสายโทรเข้ามา คุณจะรู้ที่มาของลูกค้าได้ทันที
นี่คือขั้นตอนที่ลูกค้าระดับท็อปของเราใช้กัน:
- เบอร์โทรหลัก (Your Main Number): นี่คือเบอร์โทรจริงของธุรกิจคุณ ที่ควรจะอยู่บนนามบัตร, ในลายเซ็นอีเมล และต้องระบุเป็นเบอร์โทรศัพท์หลักบน Google Business Profile ของคุณ ห้ามเปลี่ยนเบอร์นี้เด็ดขาด เพราะเป็นเบอร์ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับ Google
- เบอร์สำหรับ Tracking (Your Tracking Number): จัดหาเบอร์ที่สองจากผู้ให้บริการออนไลน์ ซึ่งเบอร์ใหม่นี้จะถูกตั้งค่าให้โอนสายไปยังเบอร์หลักของคุณโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ คุณจะนำเบอร์สำหรับ Tracking นี้ไปใส่ไว้ใน 2 จุดสำคัญ คือ เป็นเบอร์โทรศัพท์รองบน Google Business Profile และเป็นเบอร์ติดต่อหลักบนหน้าเว็บไซต์
เมื่อตั้งค่าตามนี้ ปริศนาก็จะคลี่คลายทันที ถ้ามีสายเข้าที่เบอร์หลัก ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นลูกค้าเก่าหรือลูกค้าที่ได้รับการแนะนำมา แต่ถ้ามีสายเข้าที่เบอร์สำหรับ Tracking ก็หมายความว่าเป็นลูกค้าใหม่ที่เจอคุณจากช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะจากเบอร์รองบน Google หรือจากเว็บไซต์ก็ตาม ตอนนี้คุณก็จะมีภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นมากแล้ว
ความจริงเบื้องหลัง: สิ่งที่ Google บอก (และไม่ได้บอก) คุณ
เจ้าของธุรกิจบางคนอาจจะใช้ข้อมูลจาก Performance Report ฟรีในหน้า Dashboard ของ Google Business Profile ซึ่ง Google จะมีกราฟแสดงจำนวนคนที่กดปุ่ม “โทร” จากหน้า Listing ของคุณบน Google Maps หรือ Search โดยตรง นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด
ปัญหาคือเครื่องมือนี้ยังขาดข้อมูลของลูกค้าไปถึง 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่เห็นเบอร์โทรของคุณบน Google แล้วกดโทรออกจากเครื่องเอง และที่สำคัญกว่านั้นคือ กลุ่มลูกค้าที่คลิกจาก Google Profile ไปยังเว็บไซต์ของคุณเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วค่อยตัดสินใจโทร ยิ่งตอนนี้ Google ได้ยกเลิกฟีเจอร์ Call History แบบละเอียดไปแล้ว การพึ่งพาแค่ Report พื้นฐานจึงเท่ากับว่าคุณยังคงต้องเดาอยู่ดีว่าสายส่วนใหญ่มาจากไหนกันแน่
![]()
กับดักที่ต้องระวัง: อย่าแทนที่เบอร์หลักของธุรกิจ
ด้วยความพยายามที่จะ Tracking ทุกอย่าง ธุรกิจบางแห่งทำพลาดครั้งใหญ่ด้วยการนำเบอร์สำหรับ Tracking ไปแทนที่เบอร์โทรศัพท์หลักบน Google Listing ซึ่งถือเป็นกับดักที่อันตรายมาก ความน่าเชื่อถือที่ Google มีต่อธุรกิจของคุณสร้างจากความสอดคล้องกันของข้อมูล (Consistency) Google จะตรวจสอบชื่อธุรกิจ, ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ (Name, Address, and Phone number) ทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต และต้องการเห็นข้อมูลเดียวกันในทุกๆ ที่
เมื่อคุณนำเบอร์สำหรับ Tracking ไปใส่ในช่องเบอร์หลัก จะทำให้ข้อมูลไม่ตรงกับที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลออนไลน์อื่นๆ หรือแม้แต่บนเว็บไซต์ของคุณเอง ความไม่สอดคล้องกันนี้อาจสร้างความสับสนให้ Algorithm ของ Google และอาจส่งผลเสียต่อการมองเห็นบนแผนที่ได้ ตามหลักเกณฑ์ของ Google เอง ข้อมูลหลักของธุรกิจควรจะถูกต้องและสอดคล้องกันเสมอ ดังนั้นควรใช้เบอร์โทรจริงเป็นเบอร์หลัก และใช้เบอร์สำหรับ Tracking เป็นเพียงตัวเลือกรองเท่านั้น
สรุปและนำไปใช้จริง
เมื่อไม่นานมานี้ เราได้คุยกับเจ้าของคลินิกเสริมความงามชื่อดังย่านทองหล่อ เธอรู้สึกหงุดหงิดเพราะลงทุนทำเว็บไซต์ใหม่ไปอย่างสวยงาม แต่กลับไม่รู้เลยว่ามันช่วยเพิ่มยอดจองได้มากกว่า Google Maps ที่มีฐานลูกค้าแน่นอยู่แล้วหรือเปล่า
ทางออกคือกลยุทธ์ง่ายๆ ที่เราเพิ่งคุยกันไป เรายังคงเบอร์โทรหลักของคลินิกไว้เป็นเบอร์แรกบน Google Profile เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ จากนั้นเพิ่มเบอร์สำหรับ Tracking เข้าไปเป็นเบอร์รองบน Google Listing และใช้เป็นเบอร์หลักบนเว็บไซต์ด้วย ภายในหนึ่งเดือน เธอสามารถเห็นภาพชัดเจนว่าช่องทางไหนที่ดึงดูดการโทรเข้ามาจองแพ็กเกจทรีตเมนต์ราคาสูงได้มากกว่ากัน ความชัดเจนนี้ทำให้เธอตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าจะต้องทุ่มงบการตลาดไปที่ไหนต่อ การจัดการรายละเอียดเหล่านี้อาจดูเป็นงานที่เพิ่มขึ้นมา นี่คือเหตุผลที่เรามีเครื่องมืออย่าง OnEveryMap ที่ช่วยจัดการข้อมูลธุรกิจทั้งหมด รวมถึงเบอร์โทรหลักและเบอร์โทรเพิ่มเติมได้จากที่เดียว ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลทั้งหมดถูกต้องและ Optimize มาอย่างดีที่สุด โดยที่ไม่ต้องปวดหัวจัดการเอง